10 วิธีออกกำลังกายสบายๆ สำหรับคนขี้เกียจ

10 วิธีออกกำลังกายสบายๆ สำหรับคนขี้เกียจ

สุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกๆ คนควรดูแล ไม่ว่าคุณจะเป็นหญิงหรือชายต่างก็ต้องใส่ใจสุขภาพ เพราะถ้าหากคุณไม่ใส่ใจสุขภาพเลยแม้แต่นิด ต้องระวังเอาไว้เมื่อโรคภัยตามมา วันนี้เราจึงมาแนะนำ 10 วิธีออกกำลังกายสบายๆ สำหรับคนขี้เกียจ ถ้าหากคุณคิดว่าเป็นคนขี้เกียจอยู่ล่ะก็ ไปลุยด้วยกันเลย

10 วิธีออกกำลังกายสำหรับคนขี้เกียจ

 เมื่อคุณรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้เกียจที่เข้ามาอ่านข้อมูลนี้ก็แสดงว่า คุณยังมีความห่วงใยในสุขภาพอยู่ ดังนั้นเราจะพาคุณไปรักษาสุขภาพเล็กๆ น้อยๆ จากการออกกำลังกายสบายๆ ไม่ต้องออกไปวิ่งหรือทำกิจกรรมนอกบ้านก็สามารถทำได้ ซึ่งเราได้นำเอา 10 วิธีออกกำลังกายมาแนะนำดังนี้

1. บีบลูกบอลบริหารมือ

 หากคุณเป็นคนที่ขี้เกียจมากๆ ไม่อยากลุกไปไหน การบีบลูกบอกบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กอย่างมือนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะกับคุณมากที่สุด โดยการบีบบอลจะช่วยให้กล้ามเนื้อมัดเล็กของมือได้ทำงาน ช่วยให้ลดปัญหาปลายประสาทอักเสบได้เป็นอย่างดี ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดอาการนิ้วล็อค พร้อมทั้งเสริมสร้างกล้ามเนื้อแขนในส่วนของโฟร์อาร์มได้อีกด้วย โดยการบีบบอลหรือกำบอลสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะไถมือถืออยู่ คุณก็ใช้มืออีกข้างกำบอลไป แล้วสลับกันบีบไปเรื่อย ๆ โดยทำอย่างต่ำวันละ 30 นาทีขึ้นไป ก็ช่วยให้กล้ามเนื้อแขนโฟร์อาร์มและมือมีความแข็งแรงได้

บีบลูกบอลบริหารมือ

2. นั่งสั่นขา

การนั่งสั่นขาทำได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าคุณจะนั่งอยู่ไหนก็สามารถสั่นขาได้ โดยการสั่นขาจะช่วยให้เซลล์กล้ามเนื้อมีการมูฟเม้น ทำให้มีการเผาผลาญพลังงาน พร้อมกับกระตุ้นการทำงานส่วนของขา จับการสัมผัสต่างๆ ได้ดี นอกเหนือจากนั้นก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทำให้ไม่พบกับปัญหาปลายเท้าชา เพราะเลือดลงไปเลี้ยงได้ไม่เพียงพอ ช่วยลดอาการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย ทำได้ทุกเวลา

3. ยืนแกว่งแขน

เป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับคนขี้เกียจโดยเฉพาะ คุณสามารถดูหนังดูทีวีไปพร้อมๆ กับการยืนแกว่งแขนเพื่อเผาผลาญพลังงานได้ การแกว่งแขนช่วยให้กล้ามเนื้อหัวไหล่ ต้นแขน และกล้ามเนื้ออกช่วงบนได้ทำงาน ช่วยให้เผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ พร้อมๆ กับการพัฒนากล้ามเนื้อในส่วนนี้ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีมากยิ่งขึ้น ต้นแขนกระชับ ไหล่ผึ่ง อกผาย เป็นทางออกที่ดีสำหรับคนขี้เกียจแต่รักสุขภาพ โดยทำเป็นเวลาติดต่อกันนานกว่า 30 นาทีขึ้นไป

ยืนแกว่งแขน

4. ยกแขน หรือท่า Curl

โดยท่านี้ปกติคนที่ออกกำลังกายตามยิมจะเป็นการใช้ดัมเบล หรือบาร์เบล แต่สำหรับคุณนั้นสามารถใช้อะไรก็ได้ที่สามารถหยิบจับได้ใกล้ตัว เช่น ขวดน้ำ เอามายกบริหารกล้ามเนื้อแขน โดยคุณมามารถยกไปเล่นมือถือไปได้ สบายๆ สลับแขนยกไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเหนื่อยหรือล้า เพียงแค่นี้แขนของคุณก็จะกระชับ แข็งแรงได้

ยกแขน หรือท่า Curl

5. ยืนเหยียดเท้า

เป็นท่าที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อน่องสำหรับคนขี้เกียจได้เป็นอย่างดี เพราะทำง่าย ทำที่ไหนก็ได้ในบ้าน เพียงแค่ยืนขี้น ขาตรงหลังไม่งอ แล้วทำการใช้ปลายเท้ากดไปที่พื้นแล้วยกส้นเท้าขึ้น ค้างไว้ 1-2 วินาที แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ ทำไปดูหนังไป ทำไปเล่นมือถือไปก็ยังได้ ง่ายๆ แค่นี้ ใครก็ทำได้ ดังนั้นคุณก็ต้องลุกขึ้นมาทำได้แล้ว แล้วคุณจะไม่ประสบปัญหาตะคริวกินขาอีกต่อไปในเมื่อน่องของคุณแข็งแรงมากพอ

6. หมุนไหล่

คุณสามารถยืนดูทีวี ดูหนังไปพร้อมๆ กับการหมุนไหล่ได้ ดังนั้นท่านี้มันเวิร์คมากๆ สำหรับคุณ การหมุนไหล่ช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ให้ทำงานได้ดีขึ้น พร้อมกับข้อต่อบริเวณหัวไหลได้ยืด ช่วยเผาผลาญพลังงานได้ และทำให้ไหล่กระชับ ไม่ปวดไหล่

หมุนไหล่

7. การเดิน

คุณสามารถเดินไปที่ไหนก็ได้ จะในหรือนอกบ้านก็ดี สามารถเล่นมือถือไปด้วยได้แต่คุณก็ต้องระมัดระวังจะเตะอะไรเข้า ทำให้คุณบาดเจ็บได้ เดินวนในบ้าน หรือเดินวนรอบบ้านก็ช่วยให้ร่างกายของคุณเผาผลาญพลังงานได้ดี ช่วยลดโอกาศการเกิดไขมันอุดตันเส้นเลือด รวมไปถึงช่วยคลายเครียดด้วย

8. นอนยกก้น

การนอนราบกับพื้น ชันเข่าขึ้นแล้วดันก้นขึ้นมาให้สูงจากพื้นพอสมควร ค้างไว้ประมาณ 1-2 วินาที เป็นท่าที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกและต้นขาได้ดี ทำให้ต้นขาและสะโพกกระชับ ทำง่ายๆ ทำได้ทุกที่ ทำไปดูหนังไปก็ยังได้ นอกจากนั้นท่านี้ยังช่วยลดอาการปวดหลังได้ดีอีกด้วย

9. หมุนคอ

บริหารกล้ามเนื้อต้นคอด้วยการหมุนคอ สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ กับท่านี้ ในจะช่วยให้คุณไม่ปวดคอเมื่อนั่งนานๆ หรือนอนนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นคอได้ทำงาน และบริหารข้อต่อกระดูกต้นคอได้เป็นอย่างดี ทำตอนที่มีอาหารปวดเมื่อย หรือตอนที่ว่างๆ ก็ยังทำได้ ดังนั้นแล้วท่านี้ควนทำเป็นประจำ

10. ยกปลายเท้า

ปิดท้านท่าง่ายๆ กับการยกปลายเท้า ที่จะช่วยบริหารหล้ามเนื้อหน้าขา และหลังเท้าได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการยืดคลายของเส้นเอ็น โดยท่านี้มีส่วนช่วยในการลดอาหารเท้าชาได้ เพราะจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยการนั่งบนเก้าอี้หย่อนเท้าลงไปที่พื้น เท้าราบติดพื้น แล้วทำการยกปลายเท้าขึ้นจนสุดและรู้สึกตึงบริเวณหน้าแข้ง โดยให้ส้นเท้าติดพื้นเอาไว้ไม่ยกตาม ยกค้าง 1-3 วินาที ทำไปเรื่อย ๆ 20-30 นาทีขึ้นไป เพียงแค่นี้ปัญหาเท้าชาก็จะหมดไป

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 10 วิธีออกกำลังกายสบายๆ สำหรับคนขี้เกียจ ที่เราได้เอามาแนะนำกันในครั้งนี้ ซึ่งเราก็คาดว่ามันจะเป็นประโยชน์กับพวกคุณ หากคุณเป็นคนที่ขี้เกียจไปออกกำลังกายนอกบ้าน และเป็นคนขี้เกียจมากๆ เราก็คิดว่าการออกกำลังกายเหล่านี้จะช่วยคุณได้เป็นอย่างดี หากใครที่กำลังมองหา วิธีช่วยให้หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม เรามีบทความดีๆ มาแนะนำกับ 4 วิธีง่ายๆ ช่วยหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม แม้ทำงานที่บ้าน

ทิ้งท้าย

บทความต่อไป ขอเอาใจคนรักสัตว์โดยเฉพาะน้องหมา แต่ไม่สามารถที่จะนำน้องมาเลี้ยงเองที่บ้านได้ เพราะติดปัญหาเรื่องมีเวลาดูแลไม่มากพอ และปัญหาอื่น ๆ แต่เพื่อน ๆ ไม่ต้องเป็นห่วงไปค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้โลกของเรานั้น มีคาเฟ่สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ให้เพื่อน ๆ เดินทางไปให้อาหารน้องหมาน้องแมว ตลอดจนสัตว์รูปแบบอื่น ๆ มากมาย ซึ่งเราจะแนะนำ 5 คาเฟ่น้องหมา ถูกใจคนรักสัตว์แน่นอน ให้เพื่อน  ๆ ได้สัมผัสและเต็มอิ่มกับน้องหมาสายพันธุ์ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่เช่นกัน ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง ตามไปดูพร้อมกันเลย

6 จุดเช็คอินหน้าหนาว ท่ามกลางหมอกเชียงใหม่

6 จุดเช็คอินหน้าหนาว ท่ามกลางหมอกเชียงใหม่

หน้าหนาวของปี 2021 ใกล้เข้ามาเยือนเราทุกทีแล้ว ซึ่งไฮไลท์ของการเที่ยวหน้าหนาวที่หลายคนนึกถึง คงจะหนีไม่พ้น “จังหวัดเชียงใหม่” ที่เต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์อันงดงาม ทั้งดอกไม้ ทั้งสายหมอก และอากาศแสนจะบริสุทธิ์แน่นอน บทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของ soccerballth ในวันนี้ จึงมี 6 จุดเช็คอินหน้าหนาว ท่ามกลางหมอกเชียงใหม่ มาแนะนำรับรองว่าแต่ละที่ จะทำให้ท่านฟินและอินกับบรรยากาศของเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดีแน่นอน ส่วนจะมีที่ไหนน่าตามไปเช็คอินบ้าง เตรียมกระดาษปากกามาจดลงลิสต์ไปพร้อมกันเลยค่ะ

6 จุดเช็คอินหน้าหนาว จังหวัดเชียงใหม่

1. I love flower farm

I love flower farm

แน่นอนว่าไฮไลท์อันดับ 1 ต้องเป็นการถ่ายภาพสวย ๆ ท่ามกลางดอกไม้นับพันต้น ในสวนสุดอลังการที่ชื่อว่า I love flower farm ที่เหล่าดาราและเซเล็ปทั้งหลาย ต้องเดินทางไปถ่ายทุก ๆ ปี นี่คือสวนดอกไม้มาแรงแห่งปี ที่กำลังโด่งดังสุด ๆ ในเชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมามากมาย ด้วยความที่เป็นทุ่งดอกไม้ใหญ่ ในแต่ละปีจะมีดอกไม้เมืองหนาวออกจนบานสะพรั่ง สถานที่นี้ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่กว้าง 8 ไร่ ให้เราได้วิ่งเล่น หามุมถ่ายรูปกับไร่ดอกไม้แบบไม่มีเบื่อ สาว ๆ ถูกใจสิ่งนี้แน่นอน เตรียมชุดจัดเต็มมารอได้เลย ที่นี่จะปลูกดอกคัตเตอร์สีขาวดอกลาเวนเดอร์สีม่วงสดใส และดอกมาร์กาเร็ต สีม่วง ถ้าช่วงไหนมีดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ก็สามารถเข้าชมได้ทั่ว ในราคา 70 บาท แต่จำกัดคนเข้า 200 คน ต่อวันเท่านั้นนะคะ ซึ่งสวนจะเปิดเวลา 09.00 -18.00 น ของทุกวันค่ะ

2. สวนสนบ่อแก้ว

สวนสนบ่อแก้ว

ยังคงเอาใจสายถ่ายภาพกันต่อเนื่องกับ สวนสนบ่อแก้ว ที่ตั้งอยู่ในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ นี่เป็นจุดแวะพักรถที่นักท่องเที่ยวหลายคนเลือกที่จะมาเยือน และขับรถเลยขึ้นไปเที่ยวที่อื่น ๆ ซึ่งบรรยากาศที่นี่จะมีต้นสนเรียงทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เหมือนอยู่ที่เกาะนามิ ประเทศเกาหลียังไงยังงั้นเลยค่ะ บริเวณโดยรอบจะมีวิวสวยแบบธรรมชาติ ที่ใครเห็นก็เป็นอันต้องแวะถ่ายรูปทั้งนั้น ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ ยังมักถูกเลือกเป็นจุดถ่ายพรีเวดดิ้งด้วยนะคะ

3. เขื่อนแม่งัด

เขื่อนแม่งัด

มาต่อกันที่ เขื่อนแม่งัด อีกที่เที่ยวยอดนิยมของคนเชียงใหม่กันค่ะ สำหรับใครที่ชื่นชอบการเที่ยวแบบธรรมชาติ อยากนอนกางเต็นท์สูดอากาศบริสุทธิ์ ต้องลองมาที่เขื่อนแม่งัด หรือชื่อเต็ม ๆ คือเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล สถานที่ท่องเที่ยวนี้ อยู่ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ มีบริการให้ล่องเรือ นอนแพ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของสายชิลไปแล้ว สำหรับใครที่ชื่นชอบการถ่ายรูป และอยากชมวิวภูเขา สามารถเหมาเรือ ให้ขับพาเที่ยวล่องเขื่อนได้ นอกจากนี้ยังมีที่พักเป็นเรือนแพ ให้นอนค้างคืนในนราคาย่อมเยาว์ด้วยนะคะ

4. สวนน้ำแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่

สวนน้ำแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญ ในการถ่ายภาพสไตล์มินิมอลสุดอาร์ตในจังหวัดเชียงใหม่ ต้องยกให้สวนน้ำแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่เลยค่ะ นี่เป็นที่เที่ยวโดนใจเหล่านักผจญภัย และผู้ที่ชื่นชอบทำกิจกรรมท้าทาย โดยแกรนด์แคนยอนที่นี่มีลักษณะคล้ายหน้าผาเหมือนแกรนด์แคนยอนในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดจากการเซาะของน้ำตามธรรมชาติ ด้วยหน้าผาโขดหินที่สูง เป็นมุมไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวจะโดดน้ำเล่นกันตรงจุดนี้ แต่ถ้าใครอยากมาถ่ายรูปสวยๆเดินชมบรรยากาศก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้ทำหลากหลาย ทั้งพายเรือคายัค เล่นซิปไลน์ และนั่งแพ นอนอาบแดดในแกรนด์แคนยอนด้วยนะคะ

5. เมืองคอง เชียงดาว

เมืองคอง เชียงดาว

สถานที่เช็คอินแห่งต่อมา จะพาขึ้นเหนือตัวเมืองเชียงใหม่ไปไกลสัดหน่อย ซึ่งสถานที่ดังกล่าวมีชื่อว่าเมืองคอง เชียงดาว นี่เป็นตำบลหนึ่งที่มีชื่อว่า “เมืองคอง ” อยู่ในอำเภอเชียงดาว เป็นเส้นทางเดียวกันกับที่นักท่องเที่ยวจะขึ้นไปนอนชมวิวบนดอยหลวงเชียงดาว ที่นี่มีวิวทุ่งนาสวย และมีโฮมสเตย์ให้เลือกพักเยอะมาก ตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า จะได้ชมวิวสวย ๆ มีหมอกลงเบา ๆ โฮมสเตย์ที่น่าสนใจ มี อ้ายด่องโฮมสเตย์ , วันใหม่ฟาร์มสเตย์ ,บ้านวังริมคอง , บ้านเพราะรักโฮมสเตย์ และบ้านไม้เมืองคอง โฮมสเตย์ แต่ละที่จะมีที่นอนเป็นบ้านแต่ละหลังให้เข้าพัก อยู่ละแวกใกล้เคียงกัน หากได้ลองเข้าไปพัก รับรองจะต้องติดใจจนอยากกลับไปอีกครั้งแน่นอน

6. ไร่ชาลุงเดช

ไร่ชาลุงเดช

ปิดท้ายจุดเช็คอินกันที่ไร่ชาลุงเดชค่ะ ช่วงที่อากาศหนาวจะมีอะไรดีไปว่าการได้นั่งจิบชาอุ่น กับสายหมอกขาวที่พาดผ่านไร่ชาเขียวขจีว่าไหมคะ โดยไร่ชาลุงเดช อยู่ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่  เดินทางสะดวก มาเที่ยวแบบวันเดย์ทริปได้ หรือใครอยากจะนอนค้างคืน เพื่อจะตื่นมาชมหมอกก็มีห้องพักบริการ ในราคาเพียง 500 บาท นอกจากนี้ยังเดินเล่นในไร่ชา หามุมถ่ายรูปปได้อย่างไม่มีเบื่อ มีร้านอาหารและร้านกาแฟเล็ก ๆ ไว้รอต้อนรับด้วยนะคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะ กับ 6 จุดเช็คอินหน้าหนาว ท่ามกลางหมอกเชียงใหม่ ที่เรานำมาเป็นท็อปลิสต์ ให้ทุกคนได้เลือกตามไปเช็คอินกันในวันนี้ บอกเลยว่าแต่ละที่ล้วนมีไฮไลท์ต่างกัน ฉะนั้น หากมีโอกาสไปเชียงใหม่ ต้องหาเวลาเดินทางไปเยือนให้ได้นะคะ

สำหรับสายกิน ห้ามพลาดกับบทความนี้ แนะนำ 10 เมนูอาหารต้องลองในปี 2021

5 เมนูเกาหลี ที่คนไปเที่ยวต้องได้ลองกิน

5 เมนูเกาหลี ที่คนไปเที่ยวต้องได้ลองกิน

5 เมนูเกาหลี ที่คนไปเที่ยวต้องได้ลองกิน เดี๋ยวนี้ถ้าถามว่าอาหารประเทศไหนกำลังมาแรงสุด ๆ คงจะต้องตอบว่าหนีไม่พ้นอาหารเกาหลีแน่นอน โดยสังเกตุได้จากร้านอาหารทั้งอาราคาส และบุฟเฟ่ต์ต่างก็เปิดเป็นร้ายอาหารสไตล์เกาหลีทั้งนั้น บทความเกี่ยวกับอาหารในวันนี้ จึงจะขอนำเสนอเมนูเกาหลีสุดเด็ด ทั้งหมด 5 เมนู ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดไปลองชิมเด็ดขาด! ส่วนจะมีเมนูไหนบ้าง ตามไปดูพร้อมกันได้เลย!

5 เมนู ไปเที่ยวเกาหลีต้องลอง

1. ปิ้งย่างเกาหลี

ปิ้งย่างเกาหลี

แน่นอนว่าอาหารอย่างแรกที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือปิ้งย่างเกาหลี เพราะนี่ถือเป็นจุกกำเนิด ที่ทำให้อาหารเกาหลีเป็นที่นิยมไปทั่วโลกก็ว่าได้ ฉะนั้น เมื่อมาเที่ยวเกาหลีทั้งที จะพลาดอาหารประเภทปิ้งย่างได้อย่างไร ร้านปิ้งย่างในเกาหลี มีให้เลือกหลากหลายมาก ๆ เลยค่ะ โดยจะมีทั้งในส่วนที่เป็นบุฟเฟ่ต์ทานเท่าไหร่ก็ได้ตามเวลาที่กำหนด และแบบที่เป็นอาลาคาสคือสั่งมาทานเป็นกรัม ซึ่งร้านปิ้งย่างที่นี่มีทั้งหมูและเนื้อชอบกินเนื้อสัตว์แบบไหนก็เลือกได้เลย นอกจากนี้ที่ร้านปิ้งย่างเกาหลี ยังมีเมนูอาหารอื่น ๆ ให้ได้เลือกอร่อยหลายอย่าง ซึ่งรับรองว่าถูกปากเหล่านักท่องเที่ยว จนต้องกลับไปกินซ้ำแน่นอน

2. ขาหมูพะโล้

ขาหมูพะโล้

เมนูนี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเมนูหมูย่างแรกที่เราแนะนำไป แต่ขอบอกเลยว่าเมนูขาหมูพะโล้ของเกาหลีเด็ดอย่างบอกใครเลยค่ะ ฉะนั้น ใครยังไม่รู้ก็ได้รู้ตอนนี้เลยว่า ที่เกาหลีขาหมูพะโล้ก็อร่อยนะ เราได้ลองกินแล้วขาหมูที่เกาหลีอร่อยไม่แพ้ที่ไทยเลย แต่ที่ไทยจะมีน้ำ ๆ เยอะหน่อย

และเครื่องเคียงบ้านเราจะเป็นน้ำจิ้มเปรี้ยว ๆ แต่ที่เกาหลีจะเสิร์ฟมาแบบไม่ซุป มาพร้อมพร้อมกับน้ำจิ้มบ้านเขาก็คนละแบบกับเรา มีกระเทียม พริก มาพร้อมที่ตัวขาหมู เนื้อนุ่ม ๆ ซึ่งกินง่ายมาก ๆ กินเปล่าก็อร่อยหรือจะกินกับข้าวเกาหลีก็พอได้เหมือนกัน ดังนั้น นี่จึงเป็นอีกเมนูหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาดชิมเด็ดขาดค่ะ

3. ปูดองซีอิ๊ว

ปูดองซีอิ๊ว

เดี๋ยวนี้ซีรีส์เกาหลี ตลอดจนวาไรตี้ต่าง ๆ มีการนำเสนอเรื่องราวของอาหารมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในเมนูที่เราคุ้นตาผ่านหน้าจอเหลือเกิน ก็คือเมนูปูดองซีอิ๊ว นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเมนูฮิตของเกาหลีที่ห้ามพลาด ถึงแม้ว่าในเมืองไทยจะเปิดขายหลายร้านมากแล้ว เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ลิ้มรสอรร่อยกันบ้างแล้ว แต่ว่าถ้าได้ไปเที่ยวเกาหลีแล้วได้กินถึงถิ่นคือ  รับรองว่าฟินกว่าแน่นอนค่ะ ส่วนใหญ่แล้วปูที่นี่เขาใช้ปูม้า ซึ่งที่ไทยก็ใช้ปูม้าเช่นกัน จากนั้นก็หมักกับซีอิ๊ว แต่บางร้านก็จะมีสูตรหมักกับโคชูจังด้วย ในเกาหลีมีร้านปูดองให้เลือกอร่อยหลายร้านให้ลองชิมเลย ซึ่งถ้าได้ไปกินอย่าลืมกินคู่กับเครื่องเคียงอย่างไข่ตุ๋นด้วยนะ เข้ากันสุด ๆ จนต้องเบิ้ลปูหลาย ๆ ตัวแน่นอนค่ะ ฉะนั้น หากมีโอกาสเดินทางไปเกาหลีครั้งหน้า ต้อมห้ามพลาดชิมเมนูนี้เด็ดขาดนะคะ

4. ซุนแด

ซุนแด

มาต่อกันที่เมนูซุนแด หรือที่มีชื่อเรียกแบบไหย ๆ ว่าไส้กรอกเลือด ฟังชื่อตอนแรกหลายคนอาจจะคิดว่ามันไม่น่ากิน แต่เอาเข้าจริงแล้วเมนูนี้นับว่าเด็ดสุด ๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะใครที่เป็นแฟนคลับซีรีส์เกาหลี คงจะต้องคุ้นเคยกับเมนูนี้แน่ ๆ เพราะเมนูซุนแดนี้ก็หาทานได้ไม่ยากอีกเช่นกัน โดยสามารถตามหาได้ตามร้านรถเข็นทั่ว ๆ ไป ตามตลาดฮงแด หรือเมียงดง ก็มีขายเช่นกันนะคะ ซึ่งเมนูนี้มักอยู่ร้านเดียวกันกับต๊อกบกกิ ราคาไม้ละ 2,000 วอนขึ้นไป หากได้ลองกินเพลิน ๆ อาจจะหมดไปหลายไม้โดยไม่รู้ตัว นอกจากซุนแดแล้ว ยังมีพวกไส้กรอกหมูทั่ว ๆ ไป ต๊อกเสียบไม้ รวมไปถึงพวกปลาแผ่นต่าง ๆ ก็มีขายด้วยเช่นกัน ดังนั้น ไปเกาหลีครั้งหน้า ห้ามพลาดเมนูนี้เด็ดขาดนะคะ

5. ไก่ทอดกับต๊อกคลุกซอส

ไก่ทอดกับต๊อกคลุกซอส

เมนูสุดท้ายที่อยากจะแนะนำให้นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศเกาหลีใต้ ได้ลิ้มลองความอร่อยกลมกล่อม คือเมนูที่มีชื่อว่าไก่ทอดกับต๊อกคลุกซอส เอาจริง ๆ เมนูนี้ถือว่าฮิตไม่แพ้เมนูต๊อกบกกีเลย แถมยังเป็นอาหารที่หาทานได้ง่าย ๆ ตามรถเข็นข้างทาง ทั้งในย่านฮงแด อีแด มยองดง และอื่น ๆ เรียกได้ว่าพบเห็นมาคู่กับเมนูต๊อกบกกี และเมนูซุนแด ตลอดจนคิมบับเลยก็ว่าได้  ด้วยความกรอบของไก่ทอดคลุกกับซอสที่มีรสชาติหวานปนเผ็ดนิด ๆ และต๊อกที่ทำไว้แบบกรอบนอกนุ่มใน กินแล้วเพลินมาก ยิ่งกินตอนร้อน ๆ คือฟินที่สุด ใครชอบรสจัดเผ็ดสไตล์เกาหลีห้ามพลาดเมนูนี้เด็ดขาดนะคะ รับรองประทับใจจนต้องวนกลับมากินซ้ำแน่นอนค่ะ

และนี่คือ 5 เมนูเกาหลี ที่คนไปเที่ยวต้องได้ลองกิน รับรองว่าเราคัดมาแต่เมนูคุณภาพ พ่วงมาด้วยความอร่อยที่ถูกปากคนไทยแน่นอน เมนูบางอย่างเช่นซุนเด หรือไก่ทอดคลุกซอสนั้น มาในราคาแค่ 1,000 วอนต้น ๆ เท่านั้น แต่ให้ความอร่อยเทียบเท่าอาหารแพง ๆ แถมกินไม่กี่ไม้ก็อิ่มท้องตลอดทั้งวัน ฉะนั้น เมื่อเดินทางไปเกาหลี ต้องห้ามพลาด 1 ใน 5 เมนูนี้เด็ดขาดนะคะ สำหรับเมนูต่อไปทางเราอยากจะแนะนำก็คือ 5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน !

บทความที่คุณอาจสนใจ

สัตว์แปลกที่มีอยู่จริงในโลก

สาเหตุที่อาจทำให้ หลับๆ ตื่นๆ ตอนกลางคืน

สาเหตุที่อาจทำให้ หลับๆ ตื่นๆ ตอนกลางคืน

สาเหตุที่อาจทำให้ หลับๆ ตื่นๆ ตอนกลางคืน เชื่อว่าหลายคนที่กำลังนอนหลับพักผ่อนในตอนกลางคืน จะต้องเคยรู้สึกอารมณ์เสียกันบ้างแน่ๆ ถ้าอยู่ดีๆ ตัวเองจะต้องมาตื่นในกลางดึก ทั้งๆ ที่ยังไม่เช้าด้วยซ้ำ ยิ่งใครที่นอนหลับยากๆ อยู่แล้ว และต้องมาตื่นกลางดึกแบบนี้ ก็คงต้องกลับไปตั้งใจหลับใหม่ หรือไม่บางคนตื่นแล้วอาจจะต้องตื่นเลย เพราะจะให้นอนต่อก็คงจะนอนไม่หลับจนถึงเช้า หรือหลับต่อยาก

รู้ไหมว่าการที่มีอาการหลับๆ ตื่นๆ จะส่งผลให้เรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอแล้ว ยังรวมถึงเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้อีกด้วย วันนี้เราได้หา สาเหตุเบื้องต้นที่ทำให้เรามีอาการหลับๆ ตื่นๆ หรือชอบตื่นกลางดึกบ่อยๆ มาฝากกัน

สาเหตุที่อาจทำให้ หลับๆ ตื่นๆ ตอนกลางคืน

4 สาเหตุที่อาจทำให้ “หลับๆ ตื่นๆ ” ตอนกลางคืน

1.ความเครียด

แน่นอนว่าความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีอาการหลับๆ ตื่นๆ เพราะคุณอาจจะมีความกังวลต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดสะสมจนทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าแบบไม่รู้ตัว นอกจากความเครียดแล้วยังรวมถึงความรู้สึกวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน เพราะฉะนั้นอยากแนะนำให้ลดความกังวลในจิตใจให้ลดลง เมื่อความกังวลและความเครียดนั้นค่อยๆ จางลงไปจะทำให้คุณนอนหลับสนิทได้มากขึ้น

2.อาการเจ็บป่วย

เมื่อคุณไม่สบาย ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ มีอาการไอ หรือมีอาการเจ็บป่วยต่างๆ อยู่นั้น แน่นอนว่าอาการเหล่านี้สามารถไปรบกวนคุณตอนคุณหลับโดยที่คุณไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอยากแนะนำให้ควรรีบหาวิธีแก้ไขหรือพบแพทย์เพื่อรักษา ไม่อย่างงั้นคุณก็จะต้องมาหลับๆ ตื่นๆ กลางคืนอยู่แบบนี้ ซึ่งมันไม่ดีต่อร่างกายของคุณแน่ๆ

สิ่งแวดล้อม

3.สิ่งแวดล้อม

ลองสังเกตสภาพแวดล้อมของที่พักของคุณดู ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่คุณพักอาศัย คอนโด หรือหอพักว่าบริเวณที่พักของคุณนั้นมีร้านค้าหรือผับที่ต้องเสียงดังตลอดเวลาหรือเปล่า ที่พักของคุณอยู่ติดถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งตลอดทั้งวันไหม มีเสียงรบกวนจากการจราจรตลอดทั้งคืนหรือไม่ รวมถึงบางทีอาจจะเกี่ยวกับความสว่างเกินไปของห้องนอนของคุณเอง สิ่งเหล่านี้ที่เป็นสภาพแวดล้อมนั้นสามารถเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของคุณหลับไม่สนิท และทำให้คุณมีอาการหลับๆ ตื่นๆ นั่นเอง

4.การรับประทานอาหาร

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สามารถทำให้คุณนอนหลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นมากลางดึกได้ เนื่องจากบางทีสำหรับใครที่ชอบรับประทานอาหารดึกๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนเลย แน่นอนว่าต้องมีอาการแน่นท้อง รู้สึกอึดอัด อาหารไม่ย่อย บางคนถึงกับมีอาการจุกเสียดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก การมีพฤติกรรมแบบนี้สามารถเสี่ยงเป็นกรดไหลย้อนมากเลยนะทุกคน เพราะฉะนั้นต้องระวังไว้ แนะนำว่ากินเสร็จแล้วอย่างพึ่งล้มตัวนอนจะดีที่สุด

และที่เรากล่าวมาข้างต้นนั้น ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เราตื่นมาตอนกลางดึก ลองนำเอาไปปรับใช้ดูกันนะคะ เพราะถ้าบ่อยไว้นาน จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

โรคช็อกโกแลตซีสต์ มีวิธีการป้องกันอย่างไร ?

โรคช็อกโกแลตซีสต์ เกิดจากปัจจัยเสี่ยง จากการที่มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย การมีประจำเดือนมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน หรือมีประจำเดือนมากผิดปกติ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น เป็นเรื่องที่สาว ๆ ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

บทความแนะนำ :: Soccerballth

4 วิธีง่ายๆ ช่วยหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม แม้ทำงานที่บ้าน

4 วิธีง่ายๆ ช่วยหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม แม้ทำงานที่บ้าน

4 วิธีง่ายๆ ช่วยหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม แม้ทำงานที่บ้าน

4 วิธีง่ายๆ ช่วยหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม แม้ทำงานที่บ้าน ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมือง ต้องเจอกับโรคระบาดอย่าง Covid-19 ทำให้หลายคนต้องกักตัวอยู่บ้าน และทำงานแบบ Work From Home กันมากขึ้น เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคภัย แต่สิ่งที่ตามมากลับเป็นน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุก็มาจากการกินและการนอนที่มากกว่าปกติ สำหรับใครที่ไม่อยากปล่อยให้หุ่นของตัวเองค่อยๆ พังลงไป วันนี้เรามีเคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดีมาฝากกัน ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ง่ายๆ ช่วยหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม แม้ทำงานที่บ้าน

1.เปลี่ยนที่พัก เป็นที่ทำงาน

เมื่ออยู่บ้านคุณจะรู้สึกขี้เกียจเป็นสองเท่า และส่งผลให้คุณกินและนอนมากกว่าเดิม ดังนั้นจงเปลี่ยนห้องนอนของคุณให้เป็นที่ทำงาน ด้วยการจัดสถานที่สำหรับทำงาน อีกทั้งคุณควรอาบน้ำแต่งตัวให้เหมือนไปทำงานจริง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ควรกินข้าวให้เป็นเวลา และอย่าลืมทานมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด

ตื่นและนอนให้เป็นเวลา

2.ตื่นและนอนให้เป็นเวลา

การทำงานที่บ้าน จะทำให้คุณรู้สึกว่า ฉันจะตื่นมาทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ หรือคืนนี้จะนอนดึกเท่าไหร่ก็ได้ แต่ที่จริงแล้ว การที่คุณนอนดึกตื่นสาย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง แถมคุณยังกินอาหารเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ยิ่งหากคุณนอนดึกร่างกายจะเกิดการเผาผลาญไขมันได้น้อย ทำให้อ้วนลงพุงอีกต่างหาก ทางที่ดีนอนพักผ่อนให้ครบ 7-8 ชั่วโมงดีที่สุด

ขยับตัวบ้างระหว่างวัน

3.ขยับตัวบ้างระหว่างวัน

หากคุณทำงานตลอดเวลาโดยที่ไม่ขยับร่างกายเลย หรือขยับทีหนึ่ง คือการลุกไปนอน จะยิ่งส่งผลให้คุณขี้เกียจมากขึ้นและงานที่กำลังทำอยู่อาจไม่สำเร็จลุล่วงได้ ดังนั้นลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย ขยับตัวเล็กน้อย หรือการบริหารเบาๆ จะช่วยเพิ่มความสดชื่นและพร้อมที่จะลุยงานต่อได้ ใครที่ไม่อยากกลายเป็นคนขี้เกียจ จงพักผ่อนให้เต็มที่และคิดเสมอว่าทุกงานที่ทำต้องสำเร็จ

ทำอาหารทานที่บ้าน

4.ทำอาหารทานที่บ้าน

สาเหตุหลักที่ทำให้หุ่นของแต่ละคนเริ่มพัง คืออาหาร เมื่อทำงานเราก็ต้องการอาหารที่มีความรวดเร็วและสามารถกินได้ทันที คนส่วนใหญ่จึงเลือกสั่งอาหารฟาดฟู้ดมากกว่าทำกินเอง เพราะอร่อยง่ายสะดวกด้วย แต่ที่จริงการที่คุณทำงานอยู่บ้าน ทำให้มีเวลามากขึ้น ลองเข้าครัวทำอาหารเอง จะช่วยให้คุณได้กินอาหารสุขภาพที่ทำให้คุณควบคุมน้ำหนักได้ง่าย อีกทั้งช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง พร้อมสู้โรคระบาด

สำหรับใครตอนนี้ที่กำลัง Work From Home และไม่อยากที่จะให้หุ่นต้องพังไปด้วยน้ำมือของตัวเอง ลองเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การดูแลตัวเอง และทำตาม 4 วิธีที่เราบอก จะช่วยให้คุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อีกทั้งหุ่นดีๆ ของคุณจะไม่โบกมือลาคุณไปอย่างแน่นอน

อาการนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย แก้ได้ด้วยโยคะ

ออกกำลังกายด้วยโยคะ เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของใครหลายๆ คน อยู่แน่ๆ โดยเฉพาะคนวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงวัย ซึ่งการนอนไม่หลับหรือหลับๆ ตื่นๆ กลางดึกเป็นประจํา แน่นอนว่าทําให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลเสียงต่อสุขภาพได้ วันนี้เรามีท่าโยคะ หลับสบาย ผ่อนคลายก่อนนอน มาฝากกันค่ะ

บทความแนะนำ :: Soccerballth

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย แก้ปัญหาสิวและผิวบอบบางให้แข็งแรงอีกครั้ง

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย แก้ปัญหาสิวและผิวบอบบางให้แข็งแรงอีกครั้ง

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย แก้ปัญหาสิวและผิวบอบบางให้แข็งแรงอีกครั้ง

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย แก้ปัญหาสิวและผิวบอบบางให้แข็งแรงอีกครั้ง ผิวแพ้ง่าย หรือที่เรียกว่า Sensitive Skin คือภาวะที่ผิวของคนเรามีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นจากเครื่องสำอาง สารกันแดด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เนื้อผ้า น้ำ รวมถึงสภาพอากาศ ซึ่งการดูแลผิวสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวแพ้ง่าย ตลอดจนรักษาสิวและกู้ผิวบอบบางให้กลับมาแข็งแรงสามารถทำได้ดังนี้

ธีดูแลผิวแพ้ง่าย แก้ปัญหาสิวและผิวบอบบางให้แข็งแรงอีกครั้ง

ใช้น้ำอุณหภูมิปกติล้างหน้า

การล้างหน้าในแต่ละครั้งนั้น สาวๆ ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่ายควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ควรใช้น้ำร้อนล้างหน้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความสมดุลของผิวถูกล้างออกไปมากจนเกินไป ที่สำคัญควรล้างหน้าแค่วันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็นก็เพียงพอแล้ว

ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย

ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าหรือครีมบำรุง สาวๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วว่ามีความอ่อนโยน และปราศจากน้ำหอม สารกันเสีย สารแต่งสี และกลิ่น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแพ้ง่ายเกิดการระคายเคือง

หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า

สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย ในกรณีที่มีสิวหรือผิวมีอาการระคายเคือง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า เพื่อให้ผิวหน้าได้พักและสามารถเร่งการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงได้เร็วยิ่งขึ้น

ทาครีมกันแดดทุกวัน

แน่นอนว่ารังสียูวีมีความสามารถในการกระตุ้นทำให้ผิวเกิดอาการอักเสบได้ง่าย ยิ่งกับผิวแพ้ง่ายจะยิ่งทำให้ผิวอักเสบได้ง่ายกว่ามาก อีกทั้งยังก่อให้เกิดสิวผดตามมาอีกด้วย ดังนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าจะออกไปข้างนอกหรือไม่ก็ตาม

ทาครีมกันแดดทุกวัน

กินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่

การกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่นั้น ก็เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน นอกจากนี้ควรเสริมด้วยอาหารที่ให้วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ หากสามารถลดปริมาณการกินอาหารประเภทแป้งได้ก็จะยิ่งดีต่อผิว

รักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว

การรักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัวก็มีความสำคัญไม่แพ้ไปจากการรักษาความสะอาดผิวพรรณ โดยเฉพาะของใช้ที่มีโอกาสสัมผัสกับผิวบ่อยครั้ง จำเป็นจะต้องหมั่นทำความสะอาด เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มือถือ เป็นต้น

เช็ดหน้าเบาๆ

ทุกครั้งหลังทำความสะอาดผิวหน้า สาวๆ ควรเช็ดหน้าแต่เพียงเบาๆ อาจจะใช้วิธีการซับหน้าอย่างเบามือ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคือง ที่สำคัญห้ามแกะ บีบ เกา หรือแคะผิวหนังเด็ดขาด

หลีกเลี่ยงการรบกวนผิวหน้า

ทราบหรือไม่ว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีเม็ดสครับ รวมทั้งการขัดผิว พอกผิว ลอกผิว กรอผิว หรือทำเลเซอร์ผิว คือการรบกวนผิวหน้าอย่างมาก เพราะวิธีเหล่านี้จะไปกระตุ้นให้ผิวหน้าแพ้ง่ายกว่าเดิม อีกทั้งยังก่อให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้นอีกด้วย

หลีกเลี่ยงการรบกวนผิวหน้า

ป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง

เมื่อมีปัญหาผิวแพ้ง่าย สาวๆ จำเป็นที่จะต้องป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้ครีมบำรุงที่มีความอ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่ายบ่อยๆ และสำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งมาก แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นน้ำมันเคลือบผิว ซึ่งควรทาหลังอาบน้ำและซับผิวภายในระยะเวลาประมาณ 5 นาที เพื่อปกคลุมผิวในช่วงที่ผิวยังคงชุ่มชื้นอยู่

สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย สิ่งที่ควรใส่ใจมากเป็นพิเศษก็คือ การทำความสะอาดผิวหน้าและของใช้ส่วนตัวที่มีโอกาสสัมผัสกับผิว ตามด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว และพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นการรบกวนผิว เพียงแค่นี้ก็ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวแพ้ง่ายเผชิญกับปัญหาสิวหรือผิวบอบบางได้แล้ว

HOW TO ดูแลให้ผิวกระจ่างใส ผิวสวยอย่างปลอดภัย

วิธีดูแลให้ผิวกระจ่างใส ผิวสวยอย่างปลอดภัย เพราะว่าการมีผิวที่กระจ่างใส เรียบเนียนแลดูสุขภาพดี ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างบุคลิกภาพที่ดี ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดูแลตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองในทุกสถานการณ์

พฤติกรรมที่ทำให้ผมร่วง ผมบาง อย่างไม่รู้ตัว

พฤติกรรมที่ทำให้ผมร่วงผมบาง ปัญหาผมร่วงผมบางมักทำให้สาวๆ สูญเสียความมั่นใจลงไปเยอะมาก และเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นเรื่องคาใจสำหรับสาวๆ ว่าเกิดจากสาเหตุใด มาลองเช็คพฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดปัญหาผมร่วงและผมบางกันดีกว่าค่ะ

HOW TO ดูแลให้ผิวกระจ่างใส ผิวสวยอย่างปลอดภัย

HOW TO ดูแลให้ผิวกระจ่างใส ผิวสวยอย่างปลอดภัย

HOW TO ดูแลให้ผิวกระจ่างใส ผิวสวยอย่างปลอดภัย เพราะว่าการมีผิวที่กระจ่างใส เรียบเนียนแลดูสุขภาพดี ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างบุคลิกภาพที่ดี ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดูแลตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองในทุกสถานการณ์

ซึ่งการดูแลผิวให้กระจ่างใสได้นั้น ก็มีหลากหลายวิธีให้เราได้เลือกใช้ และลองทำตามมากมาย แต่จะดีกว่ามั้ย? ถ้าวิธีที่เราใช้สามารถเนรมิตผิวของเรา ให้มีผิวกระจ่างใสเพอร์เฟคได้จริง สามารถทำตามได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องเจ็บตัว แถมยังปลอดภัยอีกด้วย

HOW TO ดูแลให้ผิวกระจ่างใส ผิวสวยอย่างปลอดภัย

สาเหตุที่ทำให้ผิวหน้าไม่กระจ่างใส

หลายคนพยายาม บำรุงผิว ทุกวิถีทาง แต่ก็ยังพบปัญหาผิวไม่กระจ่างใสอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหา และแก้ไขได้อย่างตรงจุดมากขึ้น มาทำความรู้จักกับสาเหตุ ที่ทำให้ผิวหน้าหมองคล้ำไม่กระจ่างใสกันก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาจุดด่างดำ รอยแดง และสีผิวไม่สม่ำเสมอ ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีที่มาจากรังสียูวีที่อยู่ในแสงแดด

และในแสงไฟจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกส่วนหนึ่งมาจากอายุที่มากขึ้น พันธุกรรม และพฤติกรรมจากการใช้ชีวิต ที่ส่งผลให้อนุมูลอิสระความชุ่มชื่น และเมลานินที่ควบคุมสีผิวทำงาน เสื่อมประสิทธิภาพลง นอกจากนี้ อาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่ทำร้ายผิว เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายมีโอกาสฟื้นฟู และซ่อมแซมตัวเองน้อยลง

ความเครียดทำให้เกิดฮอร์โมนที่ชื่อว่า คอร์ติซอล ตัวการหลักที่ทำร้ายผิวกระจ่างใสให้หมองคล้ำ รวมไปถึงการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ถูกสุขอนามัย สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้อนุมูลอิสระในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณไม่สดใส ดูคล้ำ และเหี่ยวย่น

HOW TO ดูแลให้ผิวกระจ่างใส ผิวสวยอย่างปลอดภัย

วิธีดูแลผิวกระจ่างใส

1. มาส์ก สครับผลัดเซลล์ผิว

ในแต่ละวันร่างกายของเรา มีเซลล์ผิวหนังจำนวนมากมาย ที่มีการแห้งตาย และหลุดร่วงออกไป และมีการผลิตเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่เพราะไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน ที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควัน แสงแดด มลภาวะ และสิ่งแวดล้อมที่ทำร้ายผิว ทำให้เซลล์ผิวเก่าหลุดออก ตามวงรอบธรรมชาติช้าลง สะสมและอุดตันอยู่บนผิวชั้นบน

จึงทำให้ผิวดูหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ การผลัดเซลล์ผิวด้วยการสครับ และการบำรุงผิวด้วยการมาส์ก จึงเป็นวิธีที่ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกที่อุดตัวในรูขุมขน พร้อมทั้งผลัดเซลล์ผิวเก่าได้อย่างหมดจดเป็นธรรมชาติ เผยผิวกระจ่างใส เปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดีและปลอดภัยอีกด้วย โดยการสครับผิวไม่ควรทำเกินกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เนื่องจากจะทำให้ผิวแห้ง และระคายเคืองได้

2. อย่าลืมที่จะปกป้องผิวด้วยกันแดด

แม้หลายคนจะนั่งทำงานในที่ร่ม ไม่ต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดที่อาจทำร้ายผิว ทำให้ละเลยในการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เนื่องจากรังสียูวีนั้นไม่ได้เกิดจากแสงแดดอย่างเดียว แต่ยังมาจากแสงไฟ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และแสงจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีรังสีอินฟราเรด ซึ่งเป็นคลื่นความร้อนที่แฝงตัวอยู่ในทุกที่ ซึ่งรังสีทั้งสองชนิดนี้ต่างตรงเข้ามาทำร้ายผิวโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นการปกป้องผิวด้วยครีมกันแดด จึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลยโดยเด็ดขาด

3. ทานอาหารดี วิตามินซี และแอนตี้ออกซิแดนท์สูง

อาหารไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นกับชีวิตเท่านั้น ยังส่งผลต่อสุขภาพ และผิวพรรณด้วยเช่นกัน การเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นสิ่งที่คนอยากมีผิวแลกระจ่างใสควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวกระจ่างใส เปล่งปลั่ง มีสุขภาพดีจากภายใน

และอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จะช่วยดูแลเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระที่คอยทำร้ายผิว ปรับโครงสร้างชั้นผิวให้แข็งแรง อีกทั้งปรับการทำงานของเมลานิน จะช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ลดเลือนจุดด่างดำ ช่วยให้ผิวกระจ่างใสสุขภาพดีจากภายใน แถมยังช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ ริ้วรอยต่าง ๆ แลดูจางลงอีกด้วย

4. เติมความชุ่มชื่นให้ผิวอยู่เสมอ

ความชุ่มชื่นคือเสาหลัก ที่คอยค้ำจุนให้ปราการปกป้องผิวและชั้นผิวแข็งแรง กระบวนการทำงานและระบบฟื้นฟูผิวสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้ผิวดูกระจ่างใส ดูอิ่มน้ำ ลดปัญหาผิวแห้งเป็นขุยไม่น่าสัมผัส ซึ่งการเติมความชุ่มชื่นให้ผิวสามารถทำได้ง่าย ๆ

โดยการดื่มน้ำให้ได้ปริมาณที่เหมาะสม หรือ 2-3 ลิตรต่อวัน ควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่เหมาะกับสภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื่น และเติมน้ำให้กับผิวเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้ผิวกลับมากระจ่างใสเพอร์เฟคได้ไม่ยาก

เคล็ดลับป้องกันหน้าแก่ก่อนวัยได้ผล

เคล็ดลับป้องกันหน้าแก่ก่อนวัยได้ผล ปัญหาผิวหน้าเหี่ยวย่น ก่อนวัยอันควรนั้น เกิดขึ้นได้จากหลากหลายพฤติกรรม การหันมาให้ความสำคัญ กับการดูแลผิวหน้าให้กระชับกันมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากนะคะ และเรื่อง วิธีดูแลสุขภาพจิต ก็สำคัญหากสุขภาพภายในเราดี ย่อมส่งผลให้ร่างกายภายนอกดีตามไปด้วย

ขันทิเบต คลื่นเสียงบำบัด เพื่อการผ่อนคลายจิตใจ

ขันทิเบต คลื่นเสียงบำบัด เพื่อการผ่อนคลายจิตใจ

ขันทิเบต คลื่นเสียงบำบัด เพื่อการผ่อนคลายจิตใจ

ขันทิเบต คลื่นเสียงบำบัด เพื่อการผ่อนคลายจิตใจ การใช้คลื่นเสียงบำบัด เป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน เพื่อเชื่อกันว่าคลื่นเสียงเหล่านี้จะสามารถช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสงบได้มากขึ้น วันนี้เราเลยนำเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ขันทิเบต หนึ่งในอุปกรณ์สำหรับการทำคลื่นเสียงบำบัด มาฝากทุกคนกันค่ะ

ขันทิเบต คลื่นเสียงบำบัด เพื่อการผ่อนคลายจิตใจ

ขันทิเบต คืออะไร

ขันทิเบต (Tibetan Singing Bowls) หมายถึงขันที่ทำขึ้นจากเหล็กผสมทองเหลือง มีเสียงก้องกังวาล เมื่อใช้ไม้ถูวนรอบ ๆ เป็นขันที่พระสงฆ์ในทิเบตใช้เพื่อทำสมาธิประกอบพิธีการสวดมนต์ เพราะเชื่อว่าคลื่นเสียงของขันทิเบตนี้จะช่วยทำให้ผู้ฟังรู้สึกสงบใจได้เร็วขึ้น

ในปัจจุบันขันทิเบตได้ถูกนำมาใช้ในแพทย์ทางเลือก อย่าง คลื่นเสียงบำบัดจากขันทิเบต (Singing Bowl Therapy) เพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ต่าง ๆ เช่น

  • ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
  • ช่วยบรรเทาอาการปวด
  • ช่วยในการนอนหลับ
  • ช่วยบรรเทาความรู้สึกโศกเศร้า
  • ช่วยปรับอารมณ์ ทำให้รู้สึกสงบ
  • ช่วยปรับจังหวะการหายใจ
  • ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น

การใช้เสียงบำบัดนั้นเป็นการแพทย์ทางเลือกที่มีมาตั้งแต่โบราณ และใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในพิธีกรรมทางศาสนา หรืองานประเพณีต่าง ๆ นอกจากนี้ยังอาจนำมาใช้ร่วมกับการออกกำลังกายบางชนิด เช่น การใช้ขันทิเบตเพื่อช่วยกำหนดลมหายใจในระหว่างการเล่นโยคะ เป็นต้น

งานวิจัยพบอะไรเกี่ยวกับการใช้ขันทิเบต

งานวิจัยพบอะไรเกี่ยวกับการใช้ขันทิเบต

แม้ว่าจะมีการใช้ขันทิเบตกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่โบราณ แต่งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลทางวิทยาศาสตร์ของการใช้ขันทิเบตนั้นยังคงมีค่อนข้างน้อย

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เผยแพร่ในวารสาร Research in Complementary Medicine จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีปัญหาเกี่ยวกับอาการปวดเรื้อรังเนื่องจากกระดูกสันหลังกว่า 54 ราย โดยได้แบ่งกลุ่มตัวอย่าง ให้กลุ่มหนึ่งเข้ารับการทำคลื่นบำบัดโดยใช้ขันทิเบต กลุ่มหนึ่งทำการรักษาด้วยยาหลอก และอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับการรักษาใด ๆ เลย

งานวิจัยนั้นพบว่า กลุ่มที่เข้ารับการรักษาด้วยการใช้ขันทิเบตนั้น รู้สึกว่าอาการปวดของตัวเองลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาใด ๆ เลย แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ทำการรักษาด้วยยาหลอกนั้นก็ได้ผลคล้ายคลึงกับกลุ่มที่ทำการรักษาด้วยขันทิเบตเช่นกัน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการใช้ขันทิเบตนั้นสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งงานวิจัย ที่ได้ทำการศึกษาผลของการใช้ขันทิเบตเพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวล ช่วยปรับอารมณ์ และช่วยบรรเทาอาการปวดทางกาย ผลการวิจัยนั้นพบว่า การใช้ขันทิเบตอาจสามารถช่วยทำให้กลุ่มผู้ทดลองมีอารมณ์ที่ดีขึ้น และมีความรู้สึกโดยรวมดีขึ้นได้ แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลของการใช้ขันทิเบตให้ลึกยิ่งขึ้น

ข้อควรคำนึงในการใช้ขันทิเบต

ข้อควรคำนึงในการใช้ขันทิเบต

แม้ว่าในปัจจุบันอาจจะยังไม่มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการใช้ขันทิเบตอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีปัจจัยบางอย่างที่เราควรคำนึงก่อนการตัดสินใจเลือกใช้ขันทิเบต นั่นก็คือ

ไม่ควรใช้เพื่อรักษาโรค

การใช้ขันทิเบตเพื่อหวังผลในการช่วยสงบจิตใจนั้นอาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่หากคุณคาดหวังผลในการรักษา เช่น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด หรือช่วยบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ การใช้ขันทิเบตอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะในปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยที่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่า การใช้ขันทิเบตนั้นสามารถช่วยบรรเทาอาการปวด หรือมีผลทางกายภาพได้จริงหรือไม่ หากคุณต้องการที่จะใช้บันทิเบตเพื่อการรักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์และหาทางเลือกอื่นน่าจะดีกว่า

อาจจะไม่เหมาะกับบางคน

ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้ขันทิเบตเพื่อช่วยให้รู้สึกสงบใจได้เสมอไป เพราะผลของคลื่นเสียงจากขันทิเบต อาจส่งผลแตกต่างกันออกไปตามแต่ละคน บางคนที่ได้ยินเสียงจากขันทิเบต อาจจะรู้สึกรำคาญ หงุดหงิด อารมณ์ฉุนเฉียว หรืออาจทำให้ปวดหัวได้เมื่อฟังไปนาน ๆ หากคุณลองใช้ขันทิเบตดูแล้วพบว่าไม่ชอบ หรือรู้สึกแย่มากกว่าเดิม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ขันทิเบตจะดีกว่า

9 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข

วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข สุขภาพจิตมีผลต่อความรู้สึก ความคิด และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา หากเรามีสุขภาพจิตที่ดี เราก็จะสามารจัดการ กับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี

สัญญาณเตือนของร่ายกาย บ่งบอกว่าคุณเครียดเกินไปแล้ว

สัญญาณเตือนความเครียด ความเครียด ไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องของจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกายมากมาย ที่คาดไม่ถึงมาก่อนด้วย ความเครียด ไม่ได้ส่งผลต่อเรื่องของจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกายมากมายที่คาดไม่ถึงมาก่อนด้วย

5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน

5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน !

5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน ! ในยุคโควิค ยุคประหยัดเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องประหยัดนู่นนี่นั่นมากมาย และหนึ่งในนั้น ก็คืออาหารการกิน ที่รับประทานในแต่ละวัน ถึงแม้จะเป็นเมนูง่าย ๆ ที่ประหยัด แต่คุณค่าาทางโภชนาการทางอาหาร และรสชาติต้องสำคัญที่สุด วันนี้เรามีเมนูมาแนะนำเพื่อน ๆ ยุคประหยัดทุกคน รับรองว่า ทำง่าย ไม่แพง แถมอร่อยทุกเมนูแน่นอนจ้า

5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน !

5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน ! กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

1. กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

ส่วนผสม กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

  • กะหล่ำปลี 1 หัว
  • กระเทียม 2 หัว
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช เล็กน้อย (สำหรับผัด)
     

วิธีทำกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

     1. หั่นกะหล่ำปลีเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วดึงแยกออกจากกัน นำไปล้างให้สะอาด เตรียมไว้
     2. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟแรง พอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมลงไปเจียวจนหอม
     3. ใส่กะหล่ำปลีลงไปในกระทะ (ยังไม่ต้องผัด) ให้ทิ้งไว้ 10 วินาทีก่อน จากนั้นค่อย ๆ ผัดให้กะหล่ำปลีโดนความร้อนทั่ว ๆ แต่ยังไม่ต้องสุกมาก
     4. ราดน้ำปลาลงไปรอบ ๆ ขอบกระทะ (ยังไม่ต้องผัด) รอจนมีกลิ่นน้ำปลาหอม ๆ ลอยขึ้นมาก่อน แล้วค่อยผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน พอผัดจนกะหล่ำปลีสุกแล้ว ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน ! ผักกาดขาวห่อหมู

2. ผักกาดขาวห่อหมู

ส่วนผสม ผักกาดขาวห่อหมู

  • กระเทียม
  • พริกไทย
  • เนื้อสะโพกไก่ หรือเนื้อหมู
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำมันหอย
  • น้ำตาลทราย (เล็กน้อย)
  • ผักกาดขาว
  • น้ำเปล่า (สำหรับลวก)
  • น้ำเย็น (สำหรับแช่ผักกาดขาว)
     

วิธีทำผักกาดขาวห่อหมู

     1. โขลกกระเทียมกับพริกไทยให้ละเอียด พักไว้
     2. สับหมู (หรือไก่) ให้ละเอียด หมักด้วยกระเทียม พริกไทย ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และน้ำตาลทรายเล็กน้อย พักทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที หรือหมักทิ้งไว้ทั้งคืน
     3. ลวกใบผักกาดขาวในน้ำเดือดแล้วแช่ในน้ำเย็นจัด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ ตัดก้านทิ้งเอาแต่ส่วนใบ
     4. นำไก่สับ หรือหมูสับมาวางลงบนใบผักกาดขาวแล้วห่อให้สวยงาม
     5. นำไปวางในชุดนึ่งแล้วนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที หรือจนสุก เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดหรือน้ำจิ้มสุกี้ก็อร่อย

5 เมนูประหยัด รสชาติจัดเต็มทุกจาน ! ผัดกะเพราไข่

3. ผัดกะเพราไข่

ส่วนผสม ผัดกะเพราไข่

  • ไข่ไก่
  • พริกขี้หนูสด
  • กระเทียม
  • เกลือป่น
  • น้ำตาลทราย
  • น้ำมันพืช (สำหรับผัด)
  • น้ำต้มสุก
  • น้ำมันหอย
  • ใบกะเพรา
     

วิธีทำผัดกะเพราไข่

     1. ตีไข่ไก่แล้วนำไปทอดจนสุก (ทำเหมือนไข่คน แต่ใช้เวลานานกว่าไข่คน) พักทิ้งไว้
     2. โขลกพริกขี้หนูกับกระเทียม เกลือป่นนิดหน่อย และน้ำตาลทราย ตำให้พอหยาบ
     3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไป ตามด้วยพริกที่ตำไว้ลงไปผัดให้หอม ตามด้วยไข่คนที่เตรียมไว้ เติมน้ำต้มสุกลงไปเล็กน้อย (ถ้าใครชอบใส่น้ำมันหอยก็ได้ค่ะแล้วแต่ตามใจเลยค่ะ) ชิมรสตามชอบ สุดท้ายตามด้วยใบกระเพรา ผัดให้เข้ากัน ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

หมูสับปั้นทอด

4. หมูสับปั้นทอด

ส่วนผสม หมูสับปั้นทอด

  • หมูสับ 500 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • รากผักชีและกระเทียมโขลก
  • แป้งข้าวโพด
  • ซอสปรุงรส เล็กน้อย
  • พริกไทย
  • น้ำตาลทราย
  • น้ำมันงา เล็กน้อย
  • น้ำจิ้มซีฟู้ด (สำหรับราด)
     

วิธีทำหมูสับปั้นทอด

     1. ผสมหมูสับกับไข่ไก่ รากผักชีและกระเทียมโขลก แป้งข้าวโพด ซอสปรุงรส พริกไทย น้ำตาลทราย และน้ำมันงา นวดผสมให้เข้ากัน
     2. นำกระทะขึ้นตั้งไฟอ่อน ใส่เนยลงไป จากนั้นนำหมูลงไปทอดให้สุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน ตักวางบนข้าวสวย ราดน้ำจิ้มซีฟู้ด พร้อมเสิร์ฟ

5. มาม่าไข่ตุ๋นปลากระป๋อง

ส่วนผสม มาม่าไข่ตุ๋นปลากระป๋อง

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (รสหมูสับ ขนาดจัมโบ้) 1 ซอง
  • ปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศ (หรือปลาซาร์ดีน) 1 กระป๋อง
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • น้ำ 2 ถ้วย
  • ถั่วลันเตา
  • แครอต
  • ข้าวโพด
  • มะเขือเทศ
  • ผักชี
  • ข้าวสวย
     

วิธีทำมาม่าไข่ตุ๋นปลากระป๋อง

     1. ขยำเส้นมาม่าแล้วใส่เครื่องปรุงลงไป (ใครกินเผ็ดสามารถใส่ซองพริกลงไปด้วยได้)
     2. ใส่ปลากระป๋องลงไปแล้วใช้ส้อมบี้ให้แหลก
     3. ใส่ไข่ไก่ลงไป
     4. เติมน้ำเปล่าลงไป
     5. ใส่ถั่วลันเตา แครอต และข้าวโพดลงไปแล้วคนให้เข้ากัน (คนเบา ๆ) ปิดฝานำเข้าไมโครเวฟ ใช้ไฟแรง 300 วัตต์ ประมาณ 15 นาที
     6. นำออกจากไมโครเวฟตกแต่งด้วยมะเขือเทศและผักชี จัดเสิร์ฟกับข้าวสวย

และนอกจากเมนูอาหารสุดประหยัดนี้แล้ว เราก็มีเมนู และ สูตรอาหาร สำหรับคนรักกุ้ง อีกด้วย ถือได้ว่าประหยัดด้วย ได้กินของอร่อยด้วย ยิ่งไวรัส covid-19 แพร่ระบาดขนาดนี้ การอยู่บ้านช่วยชาติ ทำเองกินเอง จะถือว่าปลอดภัยมากที่สุด

เรื่องที่คุณอาจสนใจ :

เพิ่มเติม สำหรับสาวๆ ที่กำลังมองหาเสื้อผ้าแฟชั่น โดนใจ รวมไปถึงการหารายได้จากเสื้อผ้าสุดเก๋ บนโลกออนไลน์ แนะนำวิธีขายเสื้อผ้าแฟชั่นบนออนไลน์ ให้ปังในปี 2021 ในช่วงโควิด อะไรหยิบจับได้ ง่ายที่สุด คงจะเป็นทางด้านขายของออนไลน์ ที่มาแรงในตอนนี้ค่ะ

9 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข

9 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข

9 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข สุขภาพจิต มีผลต่อความรู้สึก ความคิด และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา หากเรามีสุขภาพจิตที่ดี เราก็จะสามารจัดการ กับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี เราสามารถที่จะดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัวของเรา

แต่ในทางกลับกันนั้น หากเรามีสุขภาพจิตที่ไม่ดี นอกจากจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเราแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพกายของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็น อาการนอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินไป เบื่ออาหาร หรือทานอาหารมากจนเกินไป มีการอ่อนเพลีย ท้องเสีย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง ไมเกรน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคซึมเศร้า เป็นต้นค่ะ

ภาวะอารมณ์ไม่ว่าจะเป็น ตื่นเต้น มีความสุข โกรธ เสียใจ ดีใจ กระวนกระวายใจ เครียด หรือเศร้าใจเป็นสิ่งปกติในชีวิตของมนุษย์ แต่หากเรามีภาวะอารมณ์ในด้านลบ เช่น เครียด หรือเศร้าใจต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนาน และมีความรุนแรง อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้า หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับภาวะทางจิตใจได้ และวันนี้เรามาดูกันค่ะว่า 9 วิธีดูแลสุขภาพจิตนี้ ทำอย่างไรบ้าง?

9 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข

9 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

1. รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง

มีผลการศึกษามากมาย ชี้ให้เห็นว่า ความเหงา เป็นตัวแปรหนึ่งที่เป็นต้นกำเนิดของปัญหาสุขภาพจิตมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม เราต้องการการยอมรับ ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบตัว ดังนั้น การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัวจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่เราประสบปัญหาชีวิตการมีคนที่เราไว้ใจ เช่น เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว คอยอยู่ข้าง ๆ และให้กำลังใจ จะช่วยทำให้

เราผ่านปัญหา และช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นไปได้ง่ายขึ้นการบอกถึงความรู้สึกของเรา การขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอใด ๆ แต่เป็นการแสดงความเข้มแข็ง ในการยอมรับและซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง เมื่อเรายอมรับ และอยู่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาของการเศร้าเสียใจได้เร็วขึ้น

2. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกาย มีส่วนช่วยรักษาและพัฒนาสุขภาพจิต เป็นอย่างมาก นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงแล้ว ยังช่วยทำให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น ในระหว่างการออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข ช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ดังนั้นการแบ่งเวลาเพื่อออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพกาย และใจของเราเอง

3. พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

การมีเป้าหมายในชีวิต หรือ การใช้ชีวิตแบบมีจุดมุ่งหมาย เป็นสิ่งที่จะช่วยให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง มนุษย์ทุกคนต้องการการเติบโต การมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร อยากทำอะไรและลงมือทำ เมื่อเราได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง สัมผัสถึงความสำเร็จเมื่อเราบรรลุเป้าหมายนั้นๆ จะช่วยทำให้เรามีชีวิตที่มีความหมายมากขึ้น และที่สำคัญ เป็นความสุขอย่างแท้จริง ที่ยั่งยืนในการมีชีวิต

วันนี้ ให้ลองถามตัวเองว่า มีอะไรบ้างที่เราอยากจะทำ อยากจะเติบโต หรือเรียนรู้ เช่น อยากจะเป็นนักเขียน อยากจะเขียนหนังสือสักเล่ม ก็วางแผน และลงมือทำ เมื่อวันที่เราทำมันสำเร็จ นอกจากเราจะรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายนั้น ๆ แล้ว เรายังเติบโตในเชิงของทักษะที่เราพัฒนาระหว่างทางอีกด้วย

4. รู้จักขอบคุณสิ่งต่างๆ ในชีวิต

บ่อยครั้งที่เราไม่มีความสุขกับชีวิต เครียด เศร้าใจ เพราะเราโฟกัสในสิ่งที่ขาด สิ่งที่เรายังไม่มี ปัญหาของเรา โดยลืมคิดไปว่า ในชีวิตนี้ยังมีเรื่องอื่นๆ และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ที่มันดีงาม และ เราสามารถสร้างประโยชน์ได้ การรู้จักขอบคุณสิ่งต่างๆ รอบตัวในแต่ละวัน แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ จะทำให้เราฝึกมองโลกในแง่ดี

มองเห็นสิ่งที่มี และพร้อมที่จะลงมือทำ และสร้างชีวิตของตัวเองให้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถ รู้สึกขอบคุณ ในวันที่ตื่นเช้าขึ้นมาแล้วมีร่างกายที่แข็งแรง อย่าลืมว่า ในโลกใบนี้ มีคนอีกจำนวนมาก ที่ไม่สามารถตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่เรากำลังจะทำได้ เพราะเขากำลังป่วย การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็เป็นเรื่องที่น่าขอบคุณอย่างยิ่งแล้ว ในชีวิต

9 วิธีดูแลสุขภาพจิต เพื่อชีวิตให้มีความสุข ตรวจสอบตัวเอง

5. ตรวจสอบตัวเอง

การตรวจสอบตัวเองว่าเรายังรู้สึกโอเคอยู่ไหมด้วยคำถามดังต่อไปนี้ จะช่วยให้เรารู้เท่าทันว่าเรากำลังสุขภาพจิตที่ดีอยู่หรือไม่

  • ฉันยังสนใจในเรื่องที่ฉันเคยสนใจอยู่หรือไม่?
  • ฉันรู้สึกไม่สบายใจ โกรธ หรือเศร้ามากกว่าปกติหรือไม่?
  • ฉันดื่มแอลกอฮอร์มากกว่าที่เคยดื่มหรือเปล่า?
  • ฉันมีปัญหาในการนอนหรือไม่ ฉันนอนหลับสนิทหรือไม่ในแต่ละคืน?
  • ฉันมีปัญหาเรื่องการกินหรือไม่ ไม่ค่อยอยากทานอาหาร หรือทานอาหารมากเกินไปหรือไม่?
  • ฉันรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงกว่าปกติหรือไม่
  • คนรอบตัวบอกว่าฉันมีภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนหรือไม่

หากคุณมีปัญหาข้อหนึ่งข้อใดในคำถามข้างต้น แสดงว่าคุณกำลังมีภาวะปัญหาด้านสุขภาพจิต ที่ควรหันมาสนใจที่จะแก้ไข

6. ฝึกสมาธิ

การฝึกสมาธิ จะช่วยทำให้เราจดจ่อกับปัจจุบันขณะ เพราะภาวะความเครียดและวิตกกังวล เกิดจากความคิดของเรา ที่เราส่งใจไปคิดถึงอดีต หรืออนาคต และปรุงแต่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยจินตนาการของเรา การฝึกสมาธิ จะช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดี ช่วยให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากการมากระทบของปัจจัยภายนอก เมื่อเรารู้เท่าทันอารมณ์ เราก็เลือกที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นอย่างถูกต้องและเหมาะสม ไม่เกิดปัญหาตามมาในอนาคต

7. นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลับให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เป็นเรื่องที่สำคัญ​ ที่จะช่วยให้เราได้พักผ่อน และมีแรงเพื่อทำงาน และจัดการกับชีวิตในวันรุ่งขึ้น การนอนหลับไม่เพียงพอต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะมีผลต่อสุขภาพกายของเรา และอาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ด้วยเช่นกัน

8. ดูแลตัวเอง

การรักตัวเองและหมั่นดูแลตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญที่เราไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบังคับ หรือทำให้เราควรแบ่งเวลาในการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น การกินอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลรูปร่างของเราโดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ หาเวลาพักผ่อนหย่อนใจ เช่น หางานอดิเรก ที่เราชอบทำ ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น

9. อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือ

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่า เรากำลังมีปัญหาด้านสุขภาพจิต นอกจากจะขอความช่วยเหลือจากคนที่เรารักและไว้ใจ การขอความช่วยเหลือหรือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการดูแลรักษาจิตใจตัวเอง ซึ่งก็เหมือนกับเวลาที่เราเจ็บป่วยและไปหาหมอเช่นกัน

แนะนำวิธีขายเสื้อผ้าแฟชั่นบนออนไลน์ ให้ปังในปี 2021

แนะนำวิธีขายเสื้อผ้าแฟชั่นบนออนไลน์ ให้ปังในปี 2021 ในปัจจุบันเศรษฐกิจแบบนี้ หลายคนอาจจะมองหาอาชีพเสริม ร้านค้าต่าง ๆ อาจจะขายของยาก แต่เราอยากจะแนะนำธุรกิจหนึ่ง ที่กำลังมาแรงในสถานะการณ์เช่นนี้ นั่นคือการขายเสื้อผ้าแฟชั่นผ่านออนไลน์นั่นเองค่ะ ในเวลาที่ผู้คนกักตัวอยู่บ้านเช่นนี้ ผู้คนย่อมซื้อของผ่านทางออนไลน์ทั้งสิ้น